ทำไมคนไทยถึงหันมาสนใจสินเชื่อส่วนบุคคลมากขึ้น
ตัวเลขจากธนาคารแห่งประเทศไทยสะท้อนว่ายอดสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับดูแลมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ซึ่งมียอดคงค้างสูงกว่าธนาคารพาณิชย์อย่างเห็นได้ชัด สินเชื่อประเภทนี้ได้รับความนิยมเพราะไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ไม่ต้องหาคนค้ำ เอกสารไม่ยุ่งยาก และบางช่องทางอนุมัติไวภายในไม่กี่ชั่วโมง
แต่ความสะดวกสบายก็มาพร้อมความเสี่ยง สถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยยังอยู่ในระดับสูง และมีรายงานข่าวการปราบปรามแอปเงินกู้นอกระบบที่คิดดอกเบี้ยสูงถึงหลักพันเปอร์เซ็นต์ต่อปีอยู่เป็นระยะ ทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดคือเลือกใช้บริการจากผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาตจากทางการเท่านั้น
ปัญหาที่คนส่วนใหญ่เจอเมื่อคิดจะกู้
- ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน มีผู้ให้บริการหลายสิบราย ทั้งธนาคารพาณิชย์ บริษัทไฟแนนซ์ และแอปพลิเคชันออนไลน์ แต่ละที่เงื่อนไขต่างกัน เปรียบเทียบไม่เป็น
- กังวลว่าสมัครแล้วโดนปฏิเสธ เพราะเคยมีประวัติค้างชำระ หรือรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนด
- กลัวโดนเอาเปรียบ จากบริษัทนอกระบบหรือแอปที่ไม่ได้รับอนุญาตซึ่งโฆษณา "อนุมัติไว ไม่ตรวจเครดิต" แต่แอบคิดค่าธรรมเนียมซ่อนเร้น
รู้จักสินเชื่อส่วนบุคคลแต่ละประเภท ก่อนตัดสินใจ
| ประเภท | ผู้ให้บริการหลัก | วงเงินโดยประมาณ | อัตราดอกเบี้ยโดยประมาณ | จุดเด่น | ข้อควรพิจารณา |
|---|
| สินเชื่อส่วนบุคคลแบบมีเงินเดือน | ธนาคารพาณิชย์ (กสิกร กรุงไทย กรุงศรี ฯลฯ) | หลายเท่าของเงินเดือน สูงสุดหลักแสนบาท | ตามประกาศของแต่ละธนาคาร มักอยู่ในกรอบที่กฎหมายกำหนด | ดอกเบี้ยค่อนข้างต่ำ ผ่อนได้ยาว เอกสารโปร่งใส | ต้องมีเงินเดือนประจำและประวัติการเงินดี |
| สินเชื่อส่วนบุคคลจากบริษัทไฟแนนซ์ | เมืองไทย แคปปิตอล พรอมิส เคทีซี ฯลฯ | ตั้งแต่หลักพันถึงหลักแสนบาท | สูงกว่าธนาคาร แต่อยู่ในกรอบที่กฎหมายกำหนด | อนุมัติไว เอกสารน้อย เข้าถึงง่าย | ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมสูงกว่าธนาคาร |
| สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ | บริษัทที่ได้รับใบอนุญาตจากกระทรวงการคลัง | ไม่เกิน 50,000 บาทต่อราย | อัตราดอกเบี้ยต่อปีค่อนข้างสูง | ใช้ได้กับคนที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อแบงก์ | วงเงินน้อย ผ่อนระยะสั้น |
| สินเชื่อดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชัน | ผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาตจาก ธปท. | วงเงินจำกัด ระยะเวลาสั้น | ไม่เกิน 25% ต่อปี ตามหลักเกณฑ์ของ ธปท. | สมัครออนไลน์ล้วน ใช้ข้อมูลทดแทนการตรวจรายได้ | วงเงินจำกัด ไม่เหมาะกับความต้องการก้อนใหญ่ |
| อัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากผู้กู้รายย่อยโดยทั่วไปไม่ควรเกิน 25% ต่อปีตามเพดานที่กฎหมายกำหนด ผู้ให้บริการที่คิดดอกเบี้ยสูงเกินกว่านี้ถือว่าผิดกฎหมาย ควรหลีกเลี่ยงโดยเด็ดขาด | | | | | |
วิธีเลือกสินเชื่อส่วนบุคคลให้เหมาะกับตัวเอง
1. ประเมินความจำเป็นก่อนกู้
คำถามแรกที่ต้องถามตัวเองคือ "เงินก้อนนี้จำเป็นจริงไหม" แยกให้ออกระหว่าง "อยากได้" กับ "จำเป็นต้องใช้" ถ้าเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าซ่อมรถที่ต้องใช้ทำงาน การกู้ก็สมเหตุสมผล แต่ถ้าเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภค เช่น ท่องเที่ยว ซื้อของฟุ่มเฟือย ลองทบทวนอีกครั้ง
2. เปรียบเทียบดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมแบบครบวงจร
อย่าดูแค่ตัวเลขดอกเบี้ยรายเดือน เพราะหลายที่คิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก ขณะที่บางที่คิดแบบคงที่ ซึ่งตัวเลขอาจดูต่างกันมาก ให้สอบถาม "อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี" หรือ effective rate รวมถึงค่าธรรมเนียมอื่นๆ เช่น ค่าธรรมเนียมการโอนเงิน ค่าประกันภัย ที่มักถูกบวกเพิ่มโดยไม่รู้ตัว
3. เช็กความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการ
ก่อนสมัครสินเชื่อออนไลน์ ควรตรวจสอบว่าแอปหรือเว็บไซต์นั้นอยู่ในรายชื่อผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยหรือไม่ ดูว่ามีการเปิดเผยชื่อนิติบุคคล ที่อยู่ และเบอร์โทรติดต่อจริงหรือไม่ หากพบว่ามีเพียงช่องทางแชตหรือไลน์โดยไม่มีข้อมูลบริษัทชัดเจน ให้สงสัยไว้ก่อนว่าน่าจะเป็นแหล่งเงินกู้นอกระบบ
4. อ่านสัญญาให้ละเอียดทุกบรรทัด
สัญญาสินเชื่อส่วนบุคคลอาจมีเงื่อนไขซ่อนเร้น เช่น การคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระ ค่าทวงถามหนี้ หรือการบังคับซื้อประกันภัยภาคบังคับ หากอ่านแล้วไม่เข้าใจ ควรสอบถามเจ้าหน้าที่ให้อธิบายจนกว่าจะเข้าใจจริง หรือปรึกษาคนที่เชี่ยวชาญก่อนเซ็น
กรณีศึกษาจากผู้ใช้จริง
กรณีของน้องแพร พนักงานออฟฟิศวัย 28 ปีในกรุงเทพฯ มีเงินเดือน 25,000 บาท จำเป็นต้องใช้เงิน 60,000 บาทเพื่อซ่อมแซมบ้านที่ประสบอุทกภัย เธอเลือกใช้สินเชื่อส่วนบุคคลจากธนาคารที่เธอมีบัญชีเงินเดือนอยู่ เพราะได้อัตราดอกเบี้ยพิเศษสำหรับลูกค้าเงินเดือนประจำ และผ่อนชำระ 36 งวด ทำให้ภาระรายเดือนไม่เกิน 2,000 บาท สบายๆ ไม่กระทบการใช้ชีวิตประจำวัน
กรณีของคุณสมชาย พ่อค้าขายของออนไลน์ในเชียงใหม่ รายได้ไม่สม่ำเสมอ เขาใช้บริการสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์วงเงิน 20,000 บาท เพื่อซื้อสต็อกสินค้าช่วงเทศกาล โดยเลือกผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลัง แม้ดอกเบี้ยจะสูงกว่าธนาคารแต่เขาคำนวณแล้วว่ากำไรจากการขายยังมากกว่าดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย และใช้ระยะเวลาผ่อนเพียง 6 เดือนก็ปิดบัญชีได้
ทั้งสองกรณีมีจุดร่วมเดียวกันคือ คำนวณความสามารถในการผ่อนก่อนกู้ และเลือกผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับรูปแบบรายได้ของตัวเอง
ขั้นตอนปฏิบัติสำหรับผู้ที่สนใจสินเชื่อส่วนบุคคล
- ตรวจสอบเครดิตบูโรของตัวเองก่อน ผ่านแอปหรือเว็บไซต์ของบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ เพื่อรู้สถานะทางการเงินและแก้ไขประวัติที่ไม่ดีก่อนสมัคร
- เลือกผู้ให้บริการ 2-3 ราย ที่มีคุณสมบัติตรงกับเรา แล้วเปรียบเทียบข้อเสนอด้านดอกเบี้ย ค่างวด และระยะเวลา
- เตรียมเอกสารให้ครบ โดยทั่วไปต้องใช้บัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน สลิปเงินเดือน 2-3 เดือน และเอกสารแสดงรายได้อื่นๆ เช่น ภาษีเงินได้ หรือเอกสารการประกอบอาชีพอิสระ
- ยื่นสมัครผ่านช่องทางที่สะดวก ทั้งสาขาธนาคาร แอปพลิเคชัน หรือเว็บไซต์ บริการออนไลน์บางรายให้ผลอนุมัติภายใน 1-2 ชั่วโมงทำการ
- เมื่อได้รับอนุมัติ ให้อ่านสัญญาอีกครั้ง ก่อนเซ็น และเก็บสำเนาไว้เป็นหลักฐาน
ทางเลือกอื่นนอกเหนือจากสินเชื่อส่วนบุคคล
บางครั้งสินเชื่อส่วนบุคคลอาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด ลองพิจารณาทางเลือกเหล่านี้
- สินเชื่อบ้านหรือสินเชื่อรถที่มีอยู่แล้ว การขอวงเงินเพิ่มจากสินเชื่อที่มีหลักประกันมักได้ดอกเบี้ยต่ำกว่า
- สินเชื่อสหกรณ์ออมทรัพย์ สำหรับผู้ที่ทำงานในหน่วยงานรัฐหรือองค์กรที่มีสหกรณ์ สิทธิประโยชน์มักดีกว่าแหล่งเงินกู้อื่น
- การปรับโครงสร้างหนี้กับเจ้าหนี้เดิม หากมีหนี้บัตรเครดิตหลายใบ ให้ปรึกษาธนาคารเพื่อรวมหนี้เป็นก้อนเดียว ดอกเบี้ยอาจต่ำลง
- การออมฉุกเฉิน ตั้งเป้าออมเงินสำรองอย่างน้อย 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน เพื่อไม่ต้องพึ่งพาหนี้เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
สรุป
สินเชื่อส่วนบุคคลเป็นเครื่องมือทางการเงินที่มีประโยชน์ หากใช้อย่างชาญฉลาดและรอบคอบ หัวใจสำคัญคือเลือกผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาต เปรียบเทียบเงื่อนไขอย่างละเอียด และประเมินความสามารถในการผ่อนชำระอย่างจริงใจกับตัวเอง อย่าลืมว่าหนี้ทุกบาทมีต้นทุน หากใช้เงินกู้เพื่อสร้างรายได้หรือแก้ปัญหาจำเป็น ก็จะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า แต่ถ้าใช้เพื่อความอยากได้เพียงชั่วครู่ อาจกลายเป็นภาระที่ตามหลอกหลอนไปอีกหลายปี
ก่อนตัดสินใจกู้ ลองถามตัวเองอีกครั้งว่า "มีทางอื่นที่ดีกว่าไหม" หากคำตอบคือไม่มี ก็เลือกสินเชื่อจากแหล่งที่ถูกกฎหมายและไว้ใจได้ แล้วบริหารการผ่อนชำระให้ตรงเวลา เพื่อให้เครดิตของเรายังคงแข็งแรงสำหรับการใช้สินเชื่อในอนาคต