ภาพรวมตลาดสินเชื่อบุคคลไทยในยุคดอกเบี้ยขาลง
ธนาคารแห่งประเทศไทยมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ในการประชุมเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ภาคครัวเรือนยังคงระมัดระวังการใช้จ่ายเพราะค่าครองชีพสูงขึ้น ขณะที่ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งทยอยปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงตามทิศทางนโยบาย โดยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้โดยรวมของระบบอยู่ที่ประมาณ 6% ต้น ๆ
จุดที่น่าสนใจคือเศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวแบบรูปตัว K กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่กลับมาแข็งแรง แต่ผู้ประกอบการรายย่อยและผู้มีรายได้น้อยยังเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยาก ทางธนาคารกลางจึงออกมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษเพื่อช่วยกลุ่มเปราะบาง และเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลสินเชื่อรายย่อย รวมถึงบริการ "ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง" (BNPL) ที่เติบโตเร็วมาก โดยเตรียมออกกฎเกณฑ์กำหนดเพดานดอกเบี้ยและวงเงินสูงสุดสำหรับผู้ให้บริการเหล่านี้
สำหรับคนที่กำลังมองหาสินเชื่อส่วนบุคคล ตรงนี้คือโอกาสดี เพราะดอกเบี้ยที่ลดลงหมายถึงภาระผ่อนต่อเดือนที่เบาลง แต่ก็ต้องระวังกับดักของสินเชื่อนอกระบบและแอปพลิเคชันกู้เงินที่ไม่ได้อยู่ในความดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย
ข้อควรรู้ก่อนสมัครสินเชื่อส่วนบุคคล
หลายคนเข้าใจผิดว่าสินเชื่อส่วนบุคคลทุกแบบเหมือนกัน ที่จริงแล้วแต่ละผลิตภัณฑ์มีโครงสร้างอัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขที่ต่างกันมาก
1. อัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกกับแบบคงที่ต่างกันอย่างไร
สินเชื่อส่วนบุคคลส่วนใหญ่คิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก หมายความว่าดอกเบี้ยคำนวณจากยอดหนี้คงเหลือในแต่ละเดือน ยิ่งผ่อนนานเท่าไร ส่วนที่เป็นดอกเบี้ยก็จะลดลงเรื่อย ๆ ขณะที่บางเจ้าคิดแบบอัตราคงที่จากยอดเงินต้นทั้งหมดตลอดสัญญา ซึ่งภาระดอกเบี้ยรวมจะสูงกว่าแม้ตัวเลขโฆษณาจะดูน่าสนใจ
2. เพดานดอกเบี้ยที่กฎหมายกำหนด
ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับไว้ไม่เกิน 25% ต่อปีแบบลดต้นลดดอก สำหรับสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล (Personal Loan ผ่านแอป) อัตราสูงสุดอาจสูงกว่าเล็กน้อยแต่ยังอยู่ภายใต้การดูแลของ ธปท. ส่วนแอปกู้เงินนอกระบบที่โฆษณาดอกเบี้ยต่ำเกินจริงมักแอบคิดค่าธรรมเนียมแฝงจนภาระจริงพุ่งสูงเกินเพดาน
3. ค่าใช้จ่ายที่ซ่อนอยู่นอกเหนือดอกเบี้ย
ก่อนเซ็นสัญญาต้องถามให้ชัดถึงค่าธรรมเนียมการโอนเงิน ค่าประกันสินเชื่อ ค่าอากรแสตมป์ และค่าปรับกรณีชำระล่าช้า บางเจ้าโฆษณาดอกเบี้ย 12% แต่เมื่อรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้วภาระจริงอาจแตะ 20% ขึ้นไป
ตัวอย่างตารางเปรียบเทียบสินเชื่อส่วนบุคคลยอดนิยม
| ประเภทสินเชื่อ | วงเงินโดยทั่วไป | อัตราดอกเบี้ยโดยประมาณ | เหมาะสำหรับ | ข้อดี | ข้อควรพิจารณา |
|---|
| สินเชื่อบุคคลธนาคารพาณิชย์ | 10,000 - หลายแสนบาท | 15% - 25% ต่อปี (ลดต้นลดดอก) | ผู้มีเงินเดือนประจำ | วงเงินสูง ผ่อนยาวได้ วงเงินที่อนุมัติขึ้นกับรายได้ | ต้องมีเอกสารหลักฐานรายได้ ใช้เวลาพิจารณา 1-3 วัน |
| สินเชื่อบุคคลดิจิทัลผ่านแอป | 5,000 - 100,000 บาท | ใกล้เคียงเพดาน ธปท. | คนรุ่นใหม่ที่สะดวกทำผ่านมือถือ | อนุมัติเร็ว บางรายได้เงินภายในวันเดียว | วงเงินจำกัด ดอกเบี้ยค่อนข้างสูง ระวังแอปเถื่อนเลียนแบบ |
| สินเชื่อสหกรณ์ออมทรัพย์ | ตามสิทธิสมาชิก | ต่ำกว่าธนาคารพาณิชย์อย่างชัดเจน | สมาชิกสหกรณ์ตามหน่วยงานหรืออาชีพ | ดอกเบี้ยถูกมาก ผ่อนสบาย | ต้องเป็นสมาชิกและผ่านมติที่ประชุม |
| สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ | ไม่เกิน 100,000 บาท | ไม่เกิน 33% ต่อปี | พ่อค้าแม่ค้าและฟรีแลนซ์ที่ไม่มีสลิปเงินเดือน | ไม่ต้องใช้หลักฐานรายได้เยอะ | ดอกเบี้ยสูงสุด ผ่อนระยะสั้น ต้องมีอาชีพและที่อยู่ชัดเจน |
| สินเชื่อซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (BNPL) | ไม่เกิน 20,000 บาท | 15% - 20% ต่อปี (ตามร่างกฎเกณฑ์ใหม่) | ซื้อสินค้าออนไลน์แบบผ่อน 0% | สะดวก ไม่ต้องยื่นเอกสาร | วงเงินน้อย ไม่ใช่สินเชื่อเงินสด ระวังการใช้เกินตัว |
| ตัวเลขวงเงินและอัตราดอกเบี้ยข้างต้นเป็นเพียงแนวทางโดยประมาณ เพราะแต่ละสถาบันการเงินกำหนดเงื่อนไขแตกต่างกัน ควรสอบถามรายละเอียดกับผู้ให้บริการโดยตรงก่อนตัดสินใจ | | | | | |
วิธีเลือกสินเชื่อให้ตรงกับสถานการณ์ของคุณ
สำหรับพนักงานเงินเดือนประจำ
ถ้ามีรายได้เข้าบัญชีทุกเดือนแน่นอน ธนาคารพาณิชย์ที่ตัวเองใช้บริการอยู่เป็นตัวเลือกแรก เพราะมีประวัติการเคลื่อนไหวบัญชีให้พิจารณาอยู่แล้ว หลายธนาคารมีโปรแกรมสำหรับลูกค้าประจำที่อนุมัติวงเงินสูงและดอกเบี้ยพิเศษ หากต้องการเงินด่วนจริง ๆ สินเชื่อบุคคลดิจิทัลช่วยได้ แต่ควรเลือกแอปที่ผ่านการรับรองจาก ธปท. เท่านั้น
สำหรับฟรีแลนซ์และเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก
คนกลุ่มนี้มักเจออุปสรรคเรื่องเอกสารยืนยันรายได้ ธนาคารบางแห่งเปิดรับผู้ประกอบอาชีพอิสระโดยใช้ข้อมูลยอดขายจากบัญชีธนาคารย้อนหลัง 6-12 เดือน หรือใช้กรมธรรม์ประกันชีวิตเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ก็เป็นทางเลือกที่ออกแบบมาสำหรับกลุ่มนี้โดยเฉพาะ แม้ดอกเบี้ยจะสูงกว่าแต่ก็เปิดโอกาสให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ถูกกฎหมาย
สำหรับผู้ที่ต้องการรวมหนี้
ถ้ามีหนี้บัตรเครดิตหลายใบและบัตรผ่อนสินค้าหลายที่ การรวมหนี้มาไว้ที่สินเชื่อส่วนบุคคลก้อนเดียวอาจช่วยลดภาระดอกเบี้ยลงได้ เพราะอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบุคคลต่ำกว่าดอกเบี้ยบัตรเครดิตที่หมุนเวียนประมาณ 18-20% ต่อปี วิธีนี้ยังช่วยให้จัดการการเงินง่ายขึ้นเพราะเหลือเพียงยอดผ่อนเดียวต่อเดือน
ขั้นตอนปฏิบัติก่อนยื่นกู้
- ตรวจสอบเครดิตบูโรของตัวเองก่อน รายงานเครดิตที่สะอาดช่วยต่อรองดอกเบี้ยได้ดีขึ้น สามารถขอรายงานเครดิตได้จากบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ
- เปรียบเทียบอย่างน้อยสามเจ้า อย่าดูแค่ดอกเบี้ยโฆษณา ต้องดูอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Effective Rate) ที่รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด
- คำนวณภาระผ่อนต่อเดือน ไม่ควรให้ยอดผ่อนสินเชื่อรวมกับหนี้เดิมเกิน 40% ของรายได้ต่อเดือน
- อ่านเงื่อนไขการชำระก่อนกำหนด บางเจ้าไม่คิดค่าธรรมเนียมหากโปะปิดก่อนกำหนด บางเจ้าคิด 3-5% ของยอดคงเหลือ ซึ่งมีผลต่อการวางแผนปิดหนี้เร็ว
- เลือกช่องทางสมัครที่ปลอดภัย ตรวจสอบว่าเป็นเว็บไซต์หรือแอปอย่างเป็นทางการของสถาบันการเงินที่ได้รับอนุญาตจาก ธปท. อย่าหลงเชื่อเพจปลอมที่โฆษณาอนุมัติง่าย ดอกเบี้ยต่ำผิดปกติ
สำหรับผู้ที่อาศัยในต่างจังหวัด การสมัครผ่านสาขาธนาคารในพื้นที่หรือสหกรณ์ออมทรัพย์จังหวัดยังเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมและปลอดภัย เจ้าหน้าที่สามารถอธิบายเงื่อนไขได้ละเอียดกว่าการสมัครผ่านแอปเพียงอย่างเดียว
ระวังกับดักหนี้นอกระบบ
ช่วงที่ผ่านมามีข่าวผู้เสียหายถูกแอปกู้เงินเถื่อนทวงหนี้แบบข่มขู่เพิ่มขึ้น วิธีการสังเกตง่าย ๆ คือ สถาบันการเงินที่ถูกกฎหมายต้องได้รับใบอนุญาตจาก ธปท. และมักมีสาขาหรือช่องทางติดต่อที่ตรวจสอบได้ การโอนเงินเข้าบัญชีของบุคคลธรรมดา การให้โอนเงินค่า "ดำเนินการ" ก่อนได้รับวงเงิน หรือการให้ดาวน์โหลดแอปจากลิงก์ที่ไม่ใช่ Play Store หรือ App Store อย่างเป็นทางการ ล้วนเป็นสัญญาณอันตราย
สินเชื่อส่วนบุคคลเป็นเครื่องมือทางการเงินที่มีประโยชน์เมื่อใช้อย่างรอบคอบ ดอกเบี้ยที่กำลังลดลงในรอบนี้เปิดโอกาสให้คนที่เคยรู้สึกว่าการกู้เป็นเรื่องไกลตัวได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนที่โปร่งใส แต่สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การเลือกเจ้าไหนให้ดอกเบี้ยถูกที่สุด แต่คือการประเมินว่าคุณผ่อนไหวจริงหรือไม่ และมีแผนเคลียร์หนี้ชัดเจนแค่ไหน เริ่มจากการตรวจสอบรายรับรายจ่ายของตัวเองก่อน แล้วค่อยเปรียบเทียบข้อเสนอจากหลายแหล่ง เมื่อเลือกได้แล้วก็อย่าลืมตั้งเป้าหมายปิดหนี้ให้เร็วกว่ากำหนดด้วยการโปะเงินเพิ่มในเดือนที่มีรายได้พิเศษ เท่านี้สินเชื่อก็จะกลายเป็นบันไดทางการเงิน ไม่ใช่หลุมหนี้ที่รั้งคุณไว้