ภาพรวมสินเชื่อส่วนบุคคลในไทยตอนนี้
ตลาดสินเชื่อส่วนบุคคลไทยกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 6-9% ต่อปีในกลุ่มสินเชื่อที่มีหลักประกัน ขณะที่สินเชื่อส่วนบุคคลแบบไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันมีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 15-28% ต่อปี ขึ้นอยู่กับประเภทผู้ให้บริการ
ที่น่าสนใจคือ ตลาดนาโนไฟแนนซ์และสินเชื่อดิจิทัลกำลังมาแรงมาก คนไทยนิยมกู้ผ่านแอปพลิเคชันมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะสะดวก อนุมัติเร็ว และไม่ต้องเดินทางไปสาขา แอปอย่าง FINNIX ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย มียอดผู้ใช้ทะลุหลายล้านคนแล้ว และยังมีผู้เล่นรายใหม่อย่าง Samsung Finance Plus ที่เข้ามาให้บริการสินเชื่อผ่านระบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ
อย่างไรก็ตาม การที่ทางเลือกเยอะขึ้นก็มาพร้อมความเสี่ยง คนที่รีบร้อนมักตกหลุมพรางแอปเงินกู้นอกระบบที่คิดดอกเบี้ยเกินกฎหมาย เรื่องนี้แบงก์ชาติพยายามออกเกณฑ์กำกับดูแลเข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม Buy Now Pay Later ที่กำลังได้รับความนิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่
จุดอ่อนที่คนไทยส่วนใหญ่เจอเมื่อต้องการสินเชื่อ
ปัญหาแรกคือเรื่องเอกสารและคุณสมบัติ สินเชื่อส่วนบุคคลของธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่กำหนดเงินเดือนขั้นต่ำ 15,000 บาทต่อเดือน และต้องมีอายุงานอย่างน้อย 1 ปี สำหรับคนที่ทำงานฟรีแลนซ์หรือมีรายได้ไม่สม่ำเสมอ การผ่านเกณฑ์เหล่านี้แทบเป็นไปไม่ได้
ปัญหาที่สองคืออัตราดอกเบี้ยที่ซ่อนอยู่ในรายละเอียด หลายคนดูแค่ตัวเลขดอกเบี้ยหน้าแรกที่โฆษณาว่าต่ำ แต่พอรวมค่างวด ค่าธรรมเนียมแรกเข้า ค่าประกันสินเชื่อ ตัวเลขจริงอาจสูงกว่าที่คิดมาก การคิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกกับแบบเงินต้นคงที่ให้ผลต่างมหาศาล
ปัญหาที่สามคือการเปรียบเทียบไม่เป็น ตลาดไทยมีผู้ให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคลหลากหลาย ทั้งธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ บริษัทไฟแนนซ์ และผู้ให้บริการสินเชื่อดิจิทัล แต่ละรายมีเงื่อนไขไม่เหมือนกัน การเทียบเฉพาะอัตราดอกเบี้ยอย่างเดียวไม่พอ ต้องดูวงเงินที่ได้รับจริง ระยะเวลาผ่อนชำระ และค่าปรับกรณีชำระก่อนกำหนด
เทียบให้ชัดก่อนเลือกสินเชื่อส่วนบุคคล
| ประเภทผู้ให้บริการ | ตัวอย่าง | อัตราดอกเบี้ยโดยประมาณ | เหมาะกับใคร | ข้อดี | ข้อควรระวัง |
|---|
| ธนาคารพาณิชย์ | กรุงไทย กสิกร ไทยพาณิชย์ | 15-20% ต่อปี | ผู้มีเงินเดือนประจำ | วงเงินสูง เชื่อถือได้ | เอกสารเยอะ อนุมัติช้า |
| สินเชื่อดิจิทัล | FINNIX, MoneyThunder | สูงกว่าแบงก์เล็กน้อย | คนรุ่นใหม่ ใช้แอปคล่อง | อนุมัติไว ไม่ต้องมีหลักฐานรายได้เยอะ | วงเงินเริ่มต้นน้อย ดอกเบี้ยสูงกว่า |
| นาโนไฟแนนซ์ | ผู้ให้บริการรายย่อย | สูงสุดตามกฎหมาย | ผู้มีรายได้น้อย ไม่มีเครดิต | เข้าถึงง่าย วงเงินเล็ก | ดอกเบี้ยสูงมาก ต้องระวัง |
| สหกรณ์ออมทรัพย์ | สหกรณ์ตามสถานที่ทำงาน | 6-10% ต่อปี | สมาชิกสหกรณ์ | ดอกเบี้ยต่ำมาก | ต้องเป็นสมาชิกก่อน |
| ตัวเลขข้างต้นเป็นเพียงช่วงกว้างเพื่อให้เห็นภาพ เพราะอัตราดอกเบี้ยจริงขึ้นกับโปรไฟล์ผู้กู้ วงเงิน และระยะเวลาผ่อนของแต่ละราย | | | | | |
แนวทางเลือกสินเชื่อให้เหมาะกับตัวเอง
1. ประเมินความจำเป็นก่อนกู้เสมอ
ก่อนสมัครสินเชื่อส่วนบุคคล ให้ถามตัวเองก่อนว่าเงินก้อนนี้จำเป็นจริงไหม มีทางเลือกอื่นไหม เช่น การผ่อนจ่ายกับร้านค้าโดยตรง การใช้วงเงินบัตรเครดิตที่มีอยู่ หรือการกู้ยืมจากคนในครอบครัว สินเชื่อส่วนบุคคลควรเป็นทางเลือกสุดท้าย ไม่ใช่ทางเลือกแรก
ถ้าจำเป็นจริง ๆ ให้กู้เท่าที่ต้องการเท่านั้น อย่ากู้เต็มวงเงินที่อนุมัติ เพราะดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายคืนจะสูงตามวงเงินที่ใช้จริง
2. เปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยแบบถึงพริกถึงขิง
เวลาเปรียบเทียบสินเชื่อ อย่าดูแค่ดอกเบี้ยโฆษณา ให้ขอดูตารางอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมทั้งหมดก่อนเซ็นสัญญา โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยแบบ Effective Rate ที่รวมค่าธรรมเนียมแฝงแล้ว ลองใช้เครื่องคำนวณสินเชื่อออนไลน์ของธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อคำนวณค่างวดที่แท้จริง
การเทียบสินเชื่อ 2 เจ้าที่วงเงินและระยะเวลาเท่ากัน แต่อัตราดอกเบี้ยต่างกันเพียง 2-3% ต่อปี เมื่อคิดรวมตลอดอายุสัญญาอาจต่างกันหลายหมื่นบาท
3. เช็กเครดิตบูโรก่อนสมัคร
ประวัติเครดิตมีผลโดยตรงต่อการอนุมัติและอัตราดอกเบี้ยที่ได้รับ คนที่มีประวัติการชำระดีจะได้ดอกเบี้ยต่ำกว่าคนที่มีประวัติล่าช้า ลองขอรายงานเครดิตบูโรของตัวเองก่อนสมัคร เพื่อตรวจสอบว่ามีข้อมูลผิดพลาดหรือไม่ และประเมินโอกาสอนุมัติล่วงหน้า
สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มสร้างประวัติเครดิต แนะนำให้ใช้บัตรเครดิตและจ่ายเต็มจำนวนตรงเวลาเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือนก่อนยื่นกู้
4. ระวังสินเชื่อนอกระบบและแอปไม่ผ่านการรับรอง
ข่าวแก๊งบิดหนี้และแอปเงินกู้นอกระบบยังมีให้เห็นต่อเนื่อง แม้แบงก์ชาติจะเข้มงวดมากขึ้น หลักสังเกตง่าย ๆ คือ ผู้ให้บริการที่ถูกกฎหมายต้องแสดงอัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขชัดเจน ไม่มีการทวงหนี้ข่มขู่ และต้องอยู่ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย ตรวจสอบรายชื่อผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาตได้จากเว็บไซต์ ธปท. ก่อนสมัครเสมอ
กรณีของฟินนิกซ์ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของสินเชื่อดิจิทัลที่ถูกกฎหมาย อยู่ภายใต้การกำกับของ ธปท. และพัฒนาโดยบริษัทในเครือ SCBX ทำให้คนไทยมีทางเลือกที่ปลอดภัยแทนการพึ่งพาหนี้นอกระบบ
5. วางแผนผ่อนชำระให้จบไว
สินเชื่อส่วนบุคคลส่วนใหญ่เปิดให้ผ่อน 12-60 เดือน ยิ่งผ่อนนานค่างวดยิ่งต่ำ แต่ดอกเบี้ยรวมยิ่งสูง แนวทางที่ดีคือเลือกผ่อนระยะสั้นที่สุดที่ค่างวดยังไหว และถ้ามีเงินก้อน เช่น โบนัส หรือรายได้เสริม ควรใช้ชำระปิดบัญชีก่อนกำหนด แต่ต้องเช็กก่อนว่าเงื่อนไขการชำระก่อนกำหนดมีค่าธรรมเนียมหรือไม่
อีกเทคนิคคือการโปะหนี้ วิธีนี้ช่วยลดเงินต้นเร็วขึ้น ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายลดลงตาม และจบหนี้ได้เร็วกว่ากำหนด
ใช้สินเชื่อให้เป็น ไม่ใช่ให้เป็นหนี้
สินเชื่อส่วนบุคคลเป็นเครื่องมือทางการเงินที่มีทั้งประโยชน์และโทษ ขึ้นอยู่กับวิธีใช้ ถ้าใช้อย่างมีวินัย เช่น กู้เพื่อการศึกษา ซ่อมแซมบ้าน หรือเสริมสภาพคล่องระยะสั้นที่มีแผนชำระคืนชัดเจน มันคือเครื่องมือที่ช่วยให้ชีวิตดีขึ้น แต่ถ้ากู้มาเพื่อใช้จ่ายฟุ่มเฟือยหรือกู้เพื่อโปะหนี้เดิมโดยไม่มีแผนจริงจัง มันจะกลายเป็นกับดักหนี้ที่วนไม่จบ
ก่อนเซ็นสัญญาสินเชื่อครั้งหน้า ลองถามตัวเองอีกครั้งว่า ผ่อนไหวจริงไหม ดอกเบี้ยรวมคุ้มกับที่ได้มาหรือไม่ และมีทางเลือกที่ถูกกว่าไหม คำตอบของคำถามสามข้อนี้จะช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างรอบคอบและไม่จมหนี้ระยะยาว
สำหรับใครที่กำลังมองหาสินเชื่อส่วนบุคคล ลองเริ่มจากตรวจสอบอัตราดอกเบี้ยล่าสุดของธนาคารพาณิชย์ที่เว็บไซต์ ธปท. แล้วเปรียบเทียบกับผู้ให้บริการดิจิทัลที่ได้รับอนุญาต เท่านี้ก็มีข้อมูลเพียงพอที่จะเลือกสินเชื่อที่เหมาะกับตัวเองแล้ว